บาบิโลน Babylon

บาบิโลน Babylon

บาบิโลน Babylon อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในยุคเมโสโปเตเมียโบราณ (Mesopotamia) อายุ 4,000 ปี ที่เพิ่งได้รับการรับรองขึ้นเป็นพื้นที่มรดกโลกในปี 2562 นับว่าเป็นอีกหนึ่งเมืองโบราณที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมโบราณโลก ที่แม้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ของชนชาติในบริเวณนี้จะค่อนข้างสับสนอยู่มาก
เพราะมีการรบพุ่งกันตลอดเวลา ผู้ชนะได้ยึดครองทุกอย่าง แต่การคงอยู่ของเมืองบาบิโลนนี่เอง ที่เป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมของความรุ่งเรืองในอดีตกาล ครั้งนี้เราจะพาไปเที่ยวถึงประเทศ อิรัก อันเป็นที่ตั้งของ อาณาจักรบาบิโลน

นครบาบิโลนนั้นตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกริส (Tigris) และยูเฟรทีสตอนล่าง (Euphrates) ซึ่งปัจจุบันคือดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศอิรัก อย่างที่เราเกริ่นไปตอนต้นว่าที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ซึ่งเป็นคำกรีกโบราณ (meso = กลาง + potamia = แม่น้ำ) จึงมีความหมายว่า “ดินแดนระหว่างแม่น้ำ (ไทกริสกับยูเฟรทีส)”
ด้วยภูมิประเทศแบบนี้เองจึงทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม ผู้คนจากหลากหลายอาณาจักรล้วนเดินทางมายังดินแดนบริเวณนี้เพื่อทำมาหากิน และสร้างอารยธรรมของตัวเองอ่างเก็บน้ำโป่งจ้อ เชียงใหม่

บาบิโลน Babylon

เฮอรอโดทัส Herodutus

เฮอรอโดทัส (Herodutus) บิดาแห่งประวัติศาสตร์ชาวกรีก บันทึกไว้ว่า นครบาบิโลนมีพื้นที่ 630 ตารางกิโลเมตร มีอาคารที่สร้างด้วยอิฐดินสีน้ำตาลขุ่น เพราะได้จากการขุดดินโคลนมาทำ เมืองมีกำแพงล้อมยาว 100 กิโลเมตร และหนา 7 เมตร
กำแพงมีประตูที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ 100 บาน สำหรับประชาชนในการเข้า-ออกเมือง และมีประตูสำคัญที่สุดคือ ประตูอิชทาร์ (Ishtar Gate) ที่สูง 23 เมตร ประดับด้วยกระเบื้องสีน้ำเงินเรียงกันเป็นรูปสัตว์ชื่อ Mushhushshu ที่มีศีรษะเป็นมังกร ลำตัวเป็นวัว สองขาหน้าเป็นขาแมว สองขาหลังเป็นขานกอินทรีย์ และมีหางเป็นหางแมงป่อง

ชาวบาบีโลเนียนนับถือเทพมาร์ดุค (Marduk) เป็นเทพสูงสุด ผู้ทรงควบคุมการเคลื่อนที่ของดาวทุกดวงในท้องฟ้า และทรงเป็นเทพผู้ปกป้องเมือง ในวันขึ้นปีใหม่ประชาชนจะนำรูปปั้นของเทพมาร์ดุคขึ้นรถม้า เดินนำขบวนผ่านประตูเมืองอิชทาร์ (Ishtar) ไปตามถนนให้ชาวบ้านได้สักการะทั่วกัน

ชาวสุเมเรียน

ชาวสุเมเรียน ชนกลุ่มแรกแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

การจะเริ่มต้นเล่าถึงบาบิโลเนียโดยไม่กล่าวถึงกลุ่มชนแรกในดินแดนแถบนี้เห็นจะไม่ได้ นั่นคือ ชาวสุเมเรียน (Sumerian) ที่มาเริ่มต้นลงหลักปักฐานในแถบนี้ ช่วงราวๆ 4,000 – 3,500 ปีก่อนคริสตกาล โดยเมืองสำคัญๆ ในช่วงแรกนี้ก็ได้แก่ อูร์ (Ur)อุรุก (Uruk)ลากาซ (Lagash), และนิปเปอร์ (Nippur) อารยธรรมของชนกลุ่มนี้ดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วเพราะมีการสร้าง ตัวอักษรลิ่มคูนิฟอร์ม (Cuneiform) ซึ่งถือเป็นตัวอักษรแรกของโลกเลยก็ว่าได้ รวมไปถึงระบบตัวเลขต่างๆ ด้วย

แต่ด้วยความมั่งคั่ง และอุดมสมบูรณ์นี้ เลยทำให้เมืองแถวนี้เป็นที่ต้องตาของชนชาติอื่น ไม่ว่าจะชาวอัคคาเดียน (Akkadian Empire) ชาวอัสซีเรีย (Assyrian) แต่ที่สำคัญก็คือชาวอะมอไรต์ (Amorite) ซึ่งเป็นกลุ่มชนเผ่าทะเลทรายที่บุกเข้าโจมตีดินแดนของชาวสุเมเรียน และได้สร้างนครที่สำคัญอย่างบาบิโลนขึ้นมา ช่วงประมาณ 1,792 จนถึง 1,750 ปีก่อนคริสตกาล และก้าวเข้าสู่ยุคสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดภายใต้การปกครองของ ฮัมมูราบี (Hammurabi) กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของบาบิโลน ผู้ครอบครองดินแดนเมโสโปเตเมียไว้ได้ทั้งหมดนั่นเอง

พระเจ้าฮัมมูราบี (Hammurabi) กษัตริย์องค์แรกแห่งจักรวรรดิบาบิโลน

พระเจ้าฮัมมูราบี (1,792-1,750 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นกษัตริย์องค์ที่ 6 ของชาวอะมอไรต์ และพระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งจักรวรรดิบาบิโลน ผู้ขับไล่กองทัพข้าศึกออกจากอาณาจักรได้อย่างราบคาบ บ้านเมืองมีความสงบสุข มึความรุ่งเรืองด้านอักษรศาสตร์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการสร้างประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมมูราบี (The Code of Hammurabi) จารึกอยู่บนแท่งหินดิโอไรท์สีดำ สูง 2 เมตร 40 เซนติเมตร ซึ่งท่านต้องจัดระบบกฎหมายใหม่เพื่อให้เกิดความสะดวกในการบริหารเมือง เมืองที่ต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ในขอบขัณฑสีมาของท่านให้เป็นหนึ่งเดียวสล็อต

กฎหมายของฮัมมูราบีนั้นนับได้ว่าเป็นระบบประมวลกฎหมายแรกของโลก แบบระบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” แม้บทลงโทษตามกฎหมายฮัมมูราบีอาจดูว่าโหดเหี้ยมตามความคิดของผู้คนในยุคนี้ แต่การทำกฎหมายให้เป็นลายลักษณ์อักษร และพยายามใช้บังคับอย่างเป็นระบบกับทุกคน และการ “ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ว่าผิด” ที่นับเป็นวิวัฒนาการทางอารยธรรมที่สำคัญของมนุษย์

Author: sofa

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *